โรงเรียนจำนวนมาก รวมทั้งในนครนิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย ได้อนุญาตให้นักเรียนไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเวลาเข้าชั้นเรียนอีกต่อไป หลังการแพร่ระบาดของโควิด19 ในสหรัฐฯ มีทิศทางที่ดีขึ้น
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะถือเป็นครั้งแรกที่มาตราการที่สร้างความขัดแย้งมายาวนานราวสองปีได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองและหน่วยงานด้านการศึกษาออกมาแสดงความเห็นที่แตกต่างกันถึงการกลับมาใช้ชีวิตของเด็กๆ ในห้องเรียนแบบที่ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเหมือนเมื่อก่อน
ดีนา บิชอบ ผู้บริหารฝ่ายการศึกษาที่รัฐอะแลสกา กล่าวว่า เธอรู้สึกโล่งอกที่กฎบังคับใส่หน้ากากอนามัยในโรงเรียนรัฐเกือบ 100 แห่งทั่วเมืองเองเคอราจถูกยกเลิกไปเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะทุกคนจะได้กลับมาสนใจเรื่องการเรียนได้เต็มที่
เธอกล่าวเสริมว่า ครูบางคนอาจไม่เห็นด้วยและมีการแสดงความเห็นแบบไม่ได้ตั้งใจต่อเด็กๆในชั้นเรียน เช่น การทำให้เด็กที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัยรู้สึกผิด แต่ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่สอนให้ทุกคนเรียนรู้และเคารพการตัดสินใจของผู้อื่น
ส่วนบางฝ่ายยังคงลังเลถึงการยกเลิกมาตรการการใส่หน้ากากอนามัยในชั้นเรียนและได้ชี้ถึง อัตราการฉีดวัคซีนของเยาวชนอเมริกันที่ยังต่ำอยู่ โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐฯ ระบุว่า เด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 11 ปีเพียงประมาณ 25% ได้รับวัคซีนต้านโควิดครบโดส ส่วนเด็กอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปีมีแพียง 58% ที่ได้รับวัคซีนแล้ว
จอห์น เบรซี่ ครูสอนภาษาลาตินแห่งโรงเรียนมัธยมปลาย Belmont High School ที่ชานเมืองบอสตัน ยืนยันว่าเขา ภรรยาและลูกๆจะใส่หน้ากากอนามัยต่อไป เขาอธิบายว่า “ผมมีความกังวลในหลายระดับ ดูเหมือนว่าการตัดสินใจ (เรื่องการยกเลิกการใส่หน้ากากอนามัยในโรงเรียน) จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ได้รับสิทธิพิเศษทางสังคมมากกว่าคนอื่นๆ คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นถูกทิ้งให้ดูแลตัวเองกันไป เรากำลังเอาสุขภาพของนักเรียน พนักงงานผู้สูงอายุ และทุกคนที่มีลูกเล็กๆ และมีภูมิคุ้มกันต่ำมาเสี่ยง”
ล่าสุดรัฐนิวยอร์ก คอนเนตทิคัต แมสซาชูเซตส์ อิลลินอยส์ เดลาแวร์ นิวเจอร์ซีย์ และโรดไอแลนด์ ได้ปลดกฎใส่หน้ากากอนามัยสำหรับโรงเรียนทั่วรัฐตามหลังรัฐอื่นๆที่ได้ประกาศยกเลิกกฎข้างต้นไปก่อนหน้านี้แล้ว ทางด้าน แคลิฟอร์เนีย์ โอเรกอน และวอชิงตัน ได้ประกาศว่าจะยกเลิกกฎใส่หน้ากากอนามัยในโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมนี้เป็นต้นไป
แต่คำสั่งการยกเลิกทั่วรัฐไม่ถือเป็นข้อบังคับที่เด็ดขาด เพราะเขตการศึกษาต่างๆสามารถเลือกได้ว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่ ยกตัวอย่างจากการที่เจ้าหน้าที่ในเมืองบอสตัน ลอสแองเจอลิส และกรุงวอชิงตัน บังคับให้นักเรียนใส่หน้ากากอนามัยต่อไป จนกว่าอัตราการฉีดวัคซีนของเด็กๆ จะสูงกว่านี้ หรือจนกว่าที่จะสามารถตกลงกับสหภาพแรงงานครูที่ออกมาเรียกร้องให้มีการใส่หน้ากากอนามัยต่อไปได้
Your browser doesn’t support HTML5
ส่วนเขตการศึกษาในนครชิคาโกน้ันได้ประกาศยกเลิกการใส่หน้ากากอนามัยในชั้นเรียนตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมเป็นต้นไป แต่สหภาพแรงงานครูเตรียมเดินหน้าที่จะฟ้องร้องเขตการศึกษาข้างต้น และชี้ว่าคำสั่งดังกล่าวละเมิดข้อตกลงที่เคยทำร่วมกันไว้ว่าจะบังคับให้นักเรียนใส่หน้ากากอนามัยไปจนจบปีการศึกษานี้
ทางฝ่ายผู้ปกครองและนักเรียนเองได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายเหมือกัน เช่น คุณแม่ของนักเรียนวัยประถมในนครนิวยอร์กผู้หนึ่งที่สนับสนุนการยกเลิกกฎใส่แมสก์ เธอบอกสำนักข่าวเอพีว่า เป็นเรื่องที่ดีที่เด็กๆ จะเห็นหน้าและปากของครูผู้สอน โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ อย่างลูกสาวของเธอที่กำลังเรียนรู้เรื่องการออกเสียงและการสะกดคำ
และเมลิสซ่า เบลโล ผู้ปกครองที่มีลูกวัยเรียนที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้กล่าวว่า ผู้คนมักไม่คำนึงถึงจุดอ่อนจากการสวมหน้ากากอนามัย
เธอยกกรณีของลูกชายวัยแปดขวบของเธอที่หูหนวกสนิท โดยลูกของเธอมักจะบ่นถึงความยากลำบากในการพยายามทำความเข้าใจเพื่อนๆ ในห้องเรียนที่ต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา
แต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สามในเมืองนิวยอร์ก อย่าง เดริค คาเตอร์-เจค็อบ กลับคัดค้านการเลิกใส่หน้ากากอนามัยและให้เหตุผลว่า “ผมไม่ต้องการติดโควิด” ซึ่งคุณพ่อของเดริคเองเห็นชอบด้วย โดยคุณพ่อกล่าวว่า “ให้ใส่หน้ากากอนามัยต่อไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกผมจะต้องเลิกใส่จนกว่าทุกคนจะปลอดภัย ผมต้องการให้ลูกผมปลอดภัย ผมขอโทษนะ แต่นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าสมควร”
เจสัน ชาน ผู้ปกครองอีกคนหนึ่งก็ยังคงให้ลูกๆของเขาใส่หน้ากากอนามัยในชั้นเรียนต่อจนกว่าจะจบปีการศึกษานี้ได้แสดงความเห็นว่า “จริงๆ แล้ว เด็กๆ สามารถใช้ชีวิตแบบใส่หน้ากากอนามัยได้ดีกว่าผู้ปกครองหลายคน ผมได้ยินว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่กังวล แต่เด็กๆ เขาไม่ได้มองประเด็นเรื่องสิทธิทางสังคมพลเมืองหรอก มันก็เหมือนการใส่หมวกหรือใส่เสื้อกันหนาวสำหรับเด็กๆ”
ผู้ปกครองผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายว่า ลูกวัยห้าขวบของเขาไม่เคยสัมผัสประการณ์การเรียนในชั้นเรียนโดยไม่ใส่หน้ากากอนามัยเลย ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากเด็กบางคนจะรู้สึกปกติกับการใส่หน้ากากอนามัยต่อไป
- ที่มา: เอพี